
อาการของเด็กในกลุ่มโรคออทิสติก
เมื่อพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเด็กเหล่านี้มีปัญหาสำคัญ 3 ด้าน คือ
1. พัฒนาการทางด้านสังคม
มีความบกพร่องในด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social disturbance) ซึ่งถือเป็นความบกพร่องที่รุนแรงที่สุดของกลุ่มโรคออทิสติก ซึ่งเด็กอยู่ในภาวะที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าร่วมกับความบกพร่องด้านสังคม โดยมีพฤติกรรม ความสนใจ หรือทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ เช่น
- เด็กไม่มองหน้า ไม่สบตาในขณะพูดหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่เข้าใจคำสั่ง ไม่มีความสนใจร่วมกับคนอื่น
- เด็กไม่หันหาเสียงเรียกชื่อ แต่จะสนใจเสียงอื่นๆ และไม่สนใจฟังเวลาที่พูดด้วย
- ไม่มีภาษาท่าทางในการสื่อสาร เช่น ไม่ชี้นิ้วบอกถึงสิ่งที่ต้องการ แต่จะจับมือคนอื่นไปชี้หรือพาเข้าไปใกล้สิ่งที่ต้องการ
- ไม่เข้าหาพ่อแม่เพื่อชวนเล่น หรืออวดของเล่น
- ไม่เข้ามาแสดงความรักกับพ่อแม่ เช่น การกอด
- ไม่แสดงท่าทางดีใจเมื่อพบพ่อแม่ เช่น ยิ้ม วิ่งไปหา หรือไม่วิ่งหาพ่อแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือไม่ร้องตามเมื่อพ่อแม่จากไป รวมถึงไม่กลัวคนแปลกหน้า
- ไม่สามารถแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
- เด็กไม่แสดงสีหน้าท่าทาง ไม่ยิ้ม เหมือนทำหน้าเฉย ไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก
- เด็กจะชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่ตามลำพัง ไม่สนใจเข้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น หรือถ้าสนใจเล่นกับเด็กอื่นก็เล่นไม่เป็น ไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เล่นคนเดียว เล่นเสียงตนเอง
- ไม่แสดงความผูกพันกับคนเลี้ยง
- ไม่เข้าใจสถานการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน ดูเหมือนไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของตนเองและของผู้อื่น
- ไม่รู้จักแบ่งขนม หรือของเล่นให้เด็กคนอื่น
- ไม่สามารถทำท่าเลียนแบบผู้ใหญ่ได้ เช่น แต่งหน้า หวีผม
- ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
- ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
- ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
2. พัฒนาการทางด้านภาษา
มีความผิดปกติด้านภาษาและการสื่อสาร เด็กกลุ่มโรคนี้มีความบกพร่องของระดับเชาวน์ปัญญา โดยความสามารถด้านภาษาจะบกพร่องมากกว่าความสามารถด้านการกระทำหรือการเคลื่อนไหว
- ปฏิเสธหรือตอบรับด้วยการพยักหน้าหรือส่ายหน้าไม่เป็น
- ส่งเสียงไม่เป็นภาษา เล่นซ้ำๆ เล่นสมมติไม่เป็น หรือเล่นตามจินตนาการไม่ได้ ไม่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
- ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทาง เพื่อการสื่อสาร
- พูดช้าหรือไม่พูดและไม่มีความพยายามในการสื่อสาร พูดตามหรือพูดสลับคำ
- ในรายที่สามารถพูดได้ จะไม่สามารถเริ่มต้นการสนทนาและดำเนินการสนทนาได้อย่างต่อเนื่องตรงตามวัตถุประสงค์ ตอบไม่ตรงคำถาม
- พูดคำหรือวลีที่ไม่มีความหมายซ้ำๆ หรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา พูดเล่นเสียง
- พูดทวนคำที่คนอื่นพูดจบ หรือพูดตามโทรทัศน์ ทั้งแบบทันทีทันใดหรือสักระยะหลังจากได้ยิน
- ใช้ภาษาผิดปกติ โดยใช้คำที่ตนเองเข้าใจความหมายเท่านั้น
- โทนเสียงในการพูดผิดปกติ เช่น พูดระดับเสียงเดียว พูดเสียงสูง หรือ พูดเสียงต่ำ
- เข้าใจภาษาแบบตรงไปตรงมาตามตัวหนังสือ ทำให้ไม่เข้าใจมุกตลก สุภาษิต หรือสำนวนคำพังเพย
3. พัฒนาการทางด้านพฤติกรรม
- ไม่แสดงท่าทางเลียนแบบ สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ เช่น เล่นแต่ล้อรถ ใบพัด พัดลม เครื่องซักผ้า ติดวัตถุบางประเภท เอาของมาเรียงเป็นแถว ชอบของหมุนๆ
- มีท่าทางหรือการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว เขย่งเท้า โยกตัว โขกศีรษะ ทำร้ายร่างกายตัวเอง
- ดูหนังการ์ตูนเรื่องเดิมๆ มีกิจกรรมเดิมซ้ำๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก เช่น ฟังเพลงเดิมๆ ดูการ์ตูนเรื่องเดิม ติดของบางอย่างมากเกินไป
- มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำ ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์ เช่น กินยาก กินแต่อาหารชนิดเดิมๆ เป็นเด็กเจ้าระเบียบกว่าเด็กวัยเดียวกัน
- การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น หมกมุ่นอยู่กับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสมหรือทำซ้ำๆ มากเกินไป ยึดติดกับขั้นตอนในการทำกิจวัตรประจำวัน
- มีความบกพร่อง ของพัฒนาการด้านการเล่น พัฒนาการด้านการเล่นของเด็กปกติได้แก่ เล่นสมมุติไม่เป็น
- ปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลง
- เล่นของเล่นไม่เป็น มักเอามาเคาะ โยน ถือ ดม หรือเอาเข้าปาก
- ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากหรือน้อยเกินไป เช่น ไม่สามารถทนเสียงดังได้ ชอบทำให้เกิดเสียงดังๆ แล้วหัวเราะชอบใจ หรือทำร้ายร่างกายตัวเอง
- สนใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คน ไม่สนใจสิ่งเร้าทางสังคม เช่น การยิ้มการทักทาย
- มักสนใจเสียงที่ไม่ใช่เสียงคน และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อหรือเสียงพูดเพื่อการสื่อสาร
- ในกลุ่มที่มีความสามารถสูง จะมีความสนใจเฉพาะเรื่อง จนกลายเป็นความสามารถพิเศษ มีการสะสมของที่สนใจ พูดแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ
การช่วยเหลือทางด้านการเรียน
- เน้นวางแผนร่วมกับพ่อแม่และผู้ปกครอง ถึงพฤติกรรมการแสดงออกของคนในครอบครัวจะต้องเหมาะสมเสียก่อน เช่น ช่วยกันกระตุ้นให้เด็กสื่อสารด้วย
- เน้นให้ความสนใจเด็กมากขึ้น เช่น ชวนคุยตอนตื่นนอน มองหน้า สบตา หาอะไรมาล่อความสนใจ
- เน้นในการสื่อสาร จะต้องมองหน้า สบตากับเด็ก พูดช้าๆ ชัดๆ ทำเสียงให้น่าสนใจ ให้เด็กมองตอบ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้
- เน้นให้ครู พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการเล่นนั้นๆ ด้วย
- เน้นนำคำแนะนำของแพทย์ที่ปรึกษามาปฏิบัติที่บ้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
- เน้นอยู่ในการเรียนที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแล
- เน้นมีการวางแผนการเรียนร่วมกันระหว่างพ่อแม่และครู
- เน้นจัดกิจกรรมและการเรียนการสอน หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- เน้นพัฒนาความสามารถทางสังคมร่วมกับเพื่อนๆคนอื่น
- จัดแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการเรียน
- หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ต้องเรียนในกลุ่มพิเศษก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติ
- สามารถเรียนร่วมแบบเด็กปกติได้แต่เด็กต้องได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมมาระดับหนึ่งแล้ว
เลือกครู ผู้ดูแลที่มีความเข้าใจและมีความพร้อมในการดูแลเด็กในกลุ่มโรคนี้