iTopPlus1142051180880

อาการของเด็กในกลุ่มโรคออทิสติก

เมื่อพบว่าเด็กมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ เพราะเด็กเหล่านี้มีปัญหาสำคัญ 3 ด้าน คือ

1. พัฒนาการทางด้านสังคม

    มีความบกพร่องในด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social disturbance) ซึ่งถือเป็นความบกพร่องที่รุนแรงที่สุดของกลุ่มโรคออทิสติก ซึ่งเด็กอยู่ในภาวะที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าร่วมกับความบกพร่องด้านสังคม โดยมีพฤติกรรม ความสนใจ หรือทำกิจกรรมที่ซ้ำๆ เช่น

  • เด็กไม่มองหน้า ไม่สบตาในขณะพูดหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่เข้าใจคำสั่ง ไม่มีความสนใจร่วมกับคนอื่น
  • เด็กไม่หันหาเสียงเรียกชื่อ แต่จะสนใจเสียงอื่นๆ และไม่สนใจฟังเวลาที่พูดด้วย
  • ไม่มีภาษาท่าทางในการสื่อสาร เช่น ไม่ชี้นิ้วบอกถึงสิ่งที่ต้องการ แต่จะจับมือคนอื่นไปชี้หรือพาเข้าไปใกล้สิ่งที่ต้องการ
  • ไม่เข้าหาพ่อแม่เพื่อชวนเล่น หรืออวดของเล่น
  • ไม่เข้ามาแสดงความรักกับพ่อแม่ เช่น การกอด
  • ไม่แสดงท่าทางดีใจเมื่อพบพ่อแม่ เช่น ยิ้ม วิ่งไปหา หรือไม่วิ่งหาพ่อแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือไม่ร้องตามเมื่อพ่อแม่จากไป รวมถึงไม่กลัวคนแปลกหน้า
  • ไม่สามารถแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
  • เด็กไม่แสดงสีหน้าท่าทาง ไม่ยิ้ม เหมือนทำหน้าเฉย ไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก
  • เด็กจะชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่ตามลำพัง ไม่สนใจเข้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น หรือถ้าสนใจเล่นกับเด็กอื่นก็เล่นไม่เป็น ไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เล่นคนเดียว เล่นเสียงตนเอง
  • ไม่แสดงความผูกพันกับคนเลี้ยง
  • ไม่เข้าใจสถานการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน ดูเหมือนไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของตนเองและของผู้อื่น
  • ไม่รู้จักแบ่งขนม หรือของเล่นให้เด็กคนอื่น
  • ไม่สามารถทำท่าเลียนแบบผู้ใหญ่ได้ เช่น แต่งหน้า หวีผม
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

 

2. พัฒนาการทางด้านภาษา

    มีความผิดปกติด้านภาษาและการสื่อสาร เด็กกลุ่มโรคนี้มีความบกพร่องของระดับเชาวน์ปัญญา โดยความสามารถด้านภาษาจะบกพร่องมากกว่าความสามารถด้านการกระทำหรือการเคลื่อนไหว

  • ปฏิเสธหรือตอบรับด้วยการพยักหน้าหรือส่ายหน้าไม่เป็น
  • ส่งเสียงไม่เป็นภาษา เล่นซ้ำๆ เล่นสมมติไม่เป็น หรือเล่นตามจินตนาการไม่ได้ ไม่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทาง เพื่อการสื่อสาร
  • พูดช้าหรือไม่พูดและไม่มีความพยายามในการสื่อสาร พูดตามหรือพูดสลับคำ
  • ในรายที่สามารถพูดได้ จะไม่สามารถเริ่มต้นการสนทนาและดำเนินการสนทนาได้อย่างต่อเนื่องตรงตามวัตถุประสงค์ ตอบไม่ตรงคำถาม
  • พูดคำหรือวลีที่ไม่มีความหมายซ้ำๆ หรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา พูดเล่นเสียง
  • พูดทวนคำที่คนอื่นพูดจบ หรือพูดตามโทรทัศน์ ทั้งแบบทันทีทันใดหรือสักระยะหลังจากได้ยิน
  • ใช้ภาษาผิดปกติ โดยใช้คำที่ตนเองเข้าใจความหมายเท่านั้น
  • โทนเสียงในการพูดผิดปกติ เช่น พูดระดับเสียงเดียว พูดเสียงสูง หรือ พูดเสียงต่ำ
  • เข้าใจภาษาแบบตรงไปตรงมาตามตัวหนังสือ ทำให้ไม่เข้าใจมุกตลก สุภาษิต หรือสำนวนคำพังเพย

 

3. พัฒนาการทางด้านพฤติกรรม

  • ไม่แสดงท่าทางเลียนแบบ สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ เช่น เล่นแต่ล้อรถ ใบพัด พัดลม เครื่องซักผ้า ติดวัตถุบางประเภท เอาของมาเรียงเป็นแถว ชอบของหมุนๆ
  • มีท่าทางหรือการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว เขย่งเท้า โยกตัว โขกศีรษะ ทำร้ายร่างกายตัวเอง
  • ดูหนังการ์ตูนเรื่องเดิมๆ มีกิจกรรมเดิมซ้ำๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก เช่น ฟังเพลงเดิมๆ ดูการ์ตูนเรื่องเดิม ติดของบางอย่างมากเกินไป
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำ ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์ เช่น กินยาก กินแต่อาหารชนิดเดิมๆ เป็นเด็กเจ้าระเบียบกว่าเด็กวัยเดียวกัน
  • การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น หมกมุ่นอยู่กับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสมหรือทำซ้ำๆ มากเกินไป ยึดติดกับขั้นตอนในการทำกิจวัตรประจำวัน
  • มีความบกพร่อง ของพัฒนาการด้านการเล่น พัฒนาการด้านการเล่นของเด็กปกติได้แก่ เล่นสมมุติไม่เป็น
  • ปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลง
  • เล่นของเล่นไม่เป็น มักเอามาเคาะ โยน ถือ ดม หรือเอาเข้าปาก
  • ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากหรือน้อยเกินไป เช่น ไม่สามารถทนเสียงดังได้ ชอบทำให้เกิดเสียงดังๆ แล้วหัวเราะชอบใจ หรือทำร้ายร่างกายตัวเอง
  • สนใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คน ไม่สนใจสิ่งเร้าทางสังคม เช่น การยิ้มการทักทาย
  • มักสนใจเสียงที่ไม่ใช่เสียงคน และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกชื่อหรือเสียงพูดเพื่อการสื่อสาร
  • ในกลุ่มที่มีความสามารถสูง จะมีความสนใจเฉพาะเรื่อง จนกลายเป็นความสามารถพิเศษ มีการสะสมของที่สนใจ พูดแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ

การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

  • เน้นวางแผนร่วมกับพ่อแม่และผู้ปกครอง ถึงพฤติกรรมการแสดงออกของคนในครอบครัวจะต้องเหมาะสมเสียก่อน เช่น ช่วยกันกระตุ้นให้เด็กสื่อสารด้วย
  • เน้นให้ความสนใจเด็กมากขึ้น เช่น ชวนคุยตอนตื่นนอน มองหน้า สบตา หาอะไรมาล่อความสนใจ
  • เน้นในการสื่อสาร จะต้องมองหน้า สบตากับเด็ก พูดช้าๆ ชัดๆ ทำเสียงให้น่าสนใจ ให้เด็กมองตอบ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้
  • เน้นให้ครู พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการเล่นนั้นๆ ด้วย
  • เน้นนำคำแนะนำของแพทย์ที่ปรึกษามาปฏิบัติที่บ้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  • เน้นอยู่ในการเรียนที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแล
  • เน้นมีการวางแผนการเรียนร่วมกันระหว่างพ่อแม่และครู
  • เน้นจัดกิจกรรมและการเรียนการสอน หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • เน้นพัฒนาความสามารถทางสังคมร่วมกับเพื่อนๆคนอื่น
  • จัดแผนการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการเรียน
  • หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ต้องเรียนในกลุ่มพิเศษก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติ
  • สามารถเรียนร่วมแบบเด็กปกติได้แต่เด็กต้องได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมมาระดับหนึ่งแล้ว

เลือกครู ผู้ดูแลที่มีความเข้าใจและมีความพร้อมในการดูแลเด็กในกลุ่มโรคนี้

  • Green(1)